1 ในล้าน! ตะเกียบคีบหมูกระทะทำติดโรคไข้หูดับ สาววัย 17 โคม่าโอกาสฟื้น 50:50 (คลิป)

1 ในล้าน! ตะเกียบคีบหมูกระทะทำติดโรคไข้หูดับ สาววัย 17 โคม่าโอกาสฟื้น 50:50 (คลิป)


จากกรณีมีผู้ใช้ติ๊กต็อกรายหนึ่งได้โพสต์คลิป บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับน้องสาวที่ไปรับประทานหมูกะทะ ก่อนจะติดเชื้อ “สเตรปโตคอคคัส ซูอิส” หรือ “โรคไข้หูดับ”


โดยในคลิปดังกล่าวพี่สาวได้บอกไทม์ไลน์น้องสาวไว้คือวันที่ 18 พ.ย. 65 ไปกินหมูกะทะกับครอบครัว 26 พ.ย. 65 น้องสาวเริ่มมีอาการซึม 27 พ.ย. 65 ไปโรงเรียนตามปกติเเต่มีอาการอาเจียนกินยาตามอาการ


28 พ.ย. 65 เวลา 04.00 น. เคาะห้องแจ้งเเม่บอกว่าไม่สบายก่อนจะวูบหมดสติไปประมาณ 30-40 วินาที พ่อเเม่รีบพาส่งรพ.เอกชนใกล้บ้าน เเต่หมอไม่รับตัวไว้เพราะบอกกับญาติว่า น้องสาวเเค่เพลียเพราะอาหารเป็นพิษต้องกลับมาดูอาการที่บ้าน ทั้งวันน้องมีไข้ต่ำ ๆ 29 พ.ย. 65 น้องมีไข้สูงจนเวลา 22.00 น. เเม่ต้องพยุงไปเข้าห้องน้ำเพราะน้องไม่มีเเรงเดิน เล็บมือเล็บเท้า ใต้ตาคล้ำ ก่อนจะหมดสติ พ่อเเม่รีบนำตัวส่ง รพ.เข้าห้องไอซียู


30 พ.ย. 65 เวลา 02.00 น. น้องสาวดิ้นไม่รู้สติกรีดร้อง กว่าจะจับใส่เครื่องช่วยหายใจเเละเจาะเลือดได้ต้องใช้เวลานาน จนช่วงเช้าถึงรู้ผลว่า น้องสาวติดเชื้อในกระแสเลือด หมอเจาะไขสันหลังไปตรวจพบเชื้อ “สเตรปโตคอคคัส ซูอิส” หรือ “ไข้หูดับ” เเม่ทำเรื่องของส่งตัวน้องไป รพ.เอกชน อีกเเห่งที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องสมอง ผลตรวจตรงกันน้องติดเชื้อไข้หูดับจริง


น้องสาวต้องพักรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู อาการเบื้องต้นขึ้น ๆ ลง ๆ ทรง ๆ มีการตอบสนองเล็กน้อยต้องดูอาการต่อไป เเต่ครอบครัวเริ่มสู้ค่าใช้จ่าย รพ.เอกชนไม่ไหว ขอชาวเน็ตช่วยหา รพ.รัฐ ฝากเคสนี้ไว้เป็นอุทาหรณ์ เพราะเเค่ไปกินหมูกะทะเเต่กลับทำลายชีวิตขนาดนี้ ทั้งนี้ตนอยากจะเเนะนำว่าเวลาไปกินหมูกะทะควรจะเเยกตะเกียบคีบหมูดิบเเละหมูสุก


วันที่ 12 ธ.ค. 65 ทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี เดินทางไปพูดคุยกับ นางศุภมาส ไกรทิพย์ อายุ 52 ปี คุณเเม่ของ น.ส.ทิชาลดา ดีมาก หรือ น้องสปาย อายุ 17 ปี ผู้ป่วยโรคเชื้อแบคทีเรียสเตร็ปโตค็อกคัสขึ้นสมอง หรือ ไข้หูดับ

นางศุภมาส เผยว่าเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 65 ที่ผ่านมาครอบครัวของตนมี สามี ตน เเละลูกสาว ได้เดินทางไปเที่ยวพักผ่อนที่จังหวัดหนึ่งในภาคอีสานบนดอย ก่อนจะมีการทานหมูกะทะกันเพราะเป็นของโปรดของลูกสาว เเต่มีเเค่ตนเเละลูกสาวที่ทานเท่านั้น ในช่วงนั้นตนได้นัดเจอกับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานานประมาณ 25 ปี ลูกสาวจึงอาสาเป็นคนย่างหมูกระทะให้ตนทาน

หลังจากนั้น พอกลับมาบ้านทุกอย่างก็ยังปกติดีอยู่ ลูกสาวก็ยังทำกิจกรรมของโรงเรียนตามปกติ ลูกสาวเรียนอยู่ชั้น ม.6 เเล้ว เดือนเมษายน 66 ก็จะเรียนจบ อีกทั้งลูกสาวยังเป็นตัวเเทน 1 ใน 13 คนที่จะได้เชิญเหรียญงานกีฬาของโรงเรียน กระทั่งวันที่ 28 พ.ย. 65 ช่วงเช้า ลูกสาวเริ่มมีอาการผิดปกติคือ เริ่มอาเจียน ก่อนจะไลน์มาหาเเม่บอกว่า “ไม่สบาย น่าจะอาหารเป็นพิษ” ลูกสาวก็ได้กินยาตามอาการที่หมอประจำโรงเรียนจัดให้ ตนจึงได้ไปรับลูกสาวกลับมาที่บ้านตอนช่วงพักเที่ยง ตอนนั้นทุกอย่างก็ยังปกติดี

ต่อมาเข้าวันที่ 29 พ.ย. 65 ช่วงเวลาประมาณ 04.00 น. ลูกสาวเดินมาเคาะห้องตน โดยบอกว่ามีอาการไม่สบายก่อนจะวูบหมดสติไปประมาณ 30 วินาที ก่อนจะฟื้นขึ้นมาแต่ลูกสาวจำอะไรไม่ได้เลย ตนอุ้มลูกขึ้นมาก่อนที่ตนเเละสามีรีบพาลูกไปส่งโรงพยาบาลเข้าห้องฉุกเฉินขอให้หมอช่วยตรวจอาการลูกอย่างละเอียด ก่อนที่หมอจะตรวจเเละออกใบรับรองเเพทย์ เเต่ตนยังไม่สบายใจขอให้หมอช่วยตรวจเช็กสมองของลูกสาวให้อีกครั้ง แต่เมื่อสแกนเสร็จแล้วตนได้ชำระเงินก่อนหมอจะบอกว่าสามารถพาลูกสาวกลับบ้านได้เลยไม่ได้มีอาการอะไรผิดปกติ


ในวันเดียวกัน เมื่อตนพาลูกสาวกลับมาที่บ้านต่อมาช่วงเวลาประมาณ 22.00 น. ลูกสาวมีไข้ขึ้นสูง และมีรอยจ้ำเลือดขึ้นตามลำตัว เล็บมือเล็บเท้าเริ่มม่วงคล้ำ ก่อนจะหมดสติไปอีกครั้ง ตนและสามีรีบพาลูกสาวส่งโรงพยาบาลเอกชนอีกโรงพยาบาลหนึ่ง ซึ่งเมื่อไปถึงโรงพยาบาลลูกสาวมีอาการน่าเป็นห่วงทั้งดิ้นและกรีดร้องเพราะหายใจไม่ออก หมอกับพยาบาลรวมถึงตัวและสามีต้องช่วยกันจับลูกสาวมัดมือมัดเท้าเพื่อเจาะเลือดและไขสันหลังไปตรวจ ต่อมาช่วงเช้าของวันที่ 30 พ.ย. 65 ผลตรวจของลูกสาวออก แพทย์โทรมาแจ้งว่า “เสียใจด้วย ลูกสาวติดเชื้อสเตรปโตคอคคัส หรือ ไข้หูดับ และเชื้อขึ้นสมอง ให้รีบติดต่ออีกโรงพยาบาลใหม่เพราะว่าที่นี่ไม่มีเครื่องสแกนสมอง”

วันเดียวกันช่วงบ่าย ตนได้ติดต่อประสานไปอีกที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งที่ 3 และมีการเจาะใครสันหลังไปตรวจซ้ำอีกครั้ง ซึ่งผลยังยืนยันเป็นเช่นเดิมว่าลูกสาวติดเชื้อสเตรปโตคอคคัส หมอได้ให้ยาฆ่าเชื้อทั้งหมดห้าตัวเนื่องจากตอนแรกยังไม่ทราบว่าลูกสาวติดเชื้อสายพันธุ์ใด แต่เมื่อมีการเพาะเชื้อตรวจสอบแล้วพบว่าลูกสาวติดเชื้อ “สเตปโตค็อกคัส สายพันธุ์บี” ซึ่งเกิดจากทานหมูดิบ ลูกสาวรักษาอาการป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งที่ 3 นานประมาณ 9 คืน เเต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น ลูกสาวไม่ได้สติ นอนหลับเป็นเจ้าหญิงนิทรา ตอนนั้นตนจึงได้ประสานขอความช่วยเหลือเพื่อย้ายลูกสาวไปยังโรงพยาบาลรัฐฯ เนื่องจากสู้ค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลเอกชนไม่ไหว

จนกระทั่งช่วงค่ำ ของวันที่ 8 ธ.ค. ลูกสาวได้ถูกส่งตัวต่อมาที่สถาบันประสาทวิทยากรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ต่อมาช่วงเช้าของวันที่ 9 ธ.ค. อาจารย์แพทย์ของสถาบันประสาทได้เข้ามาดูอาการของลูกสาว โดยให้รายละเอียดกับตนว่าเป็นเคสที่หาได้ยาก เนื่องจากลูกสาวยังอายุน้อยอยู่ในวัยที่กำลังมีเรี่ยวมีแรง เเข็งเเรง และไม่มีโรคประจำตัว ไม่น่าเชื่อว่าจะติดเชื้อในกระแสเลือดจนทำให้เชื้อขึ้นสมอง ก่อนจะมีการใช้เครื่องสวนเข้าไปในสมองเพื่อสลายลิมเลือด แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จจะต้องให้ยาสลายลิมเลือดใหม่อีกครั้ง

ตอนนี้ลูกสาวป่วยเข้า 14 วันเเล้ว และรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนาน 13 คืน แต่อาการก็ยังทรง ๆ ทรุด ๆ ตอนนี้ลูกสาวมีอาการเส้นเลือดโป่ง ทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันในสมอง ทำให้ยาฆ่าเชื้อที่แพทย์สั่งจ่ายให้ ไม่สามารถเข้าไปฆ่าเชื้อในสมองได้ ซึ่งตอนนี้ลูกสาวยังไม่ได้สตินอนเป็นเจ้าหญิงนิทราต้องให้อาหารทางสายยาง แต่ในวันนี้แพทย์ได้แจ้งอีกครั้งว่าจะต้องมีการเจาะคอ เพราะเกรงว่าจะมีการติดเชื้อแทรกซ้อน

เมื่อช่วงเช้าตนก็เพิ่งจะเข้าไปเยี่ยมลูกสาว แต่ลูกสาวก็ยังอาการเหมือนเดิม สอบถามพยาบาลที่เฝ้าดูแลอาการทราบว่าเมื่อเช้าลูกสาวมีการลืมตาขึ้นมาเล็กน้อยแต่ไม่มีการตอบสนองใด ๆ ตอนนี้ตนทำได้เพียงแค่รอคอยปาฏิหาริย์เท่านั้น แพทย์ก็ได้แต่บอกว่าขอให้รอให้หมอได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ก่อน แต่ถามว่าลูกสาวจะกลับเป็นเหมือนเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่ยังตอบได้แค่ว่า 50:50

นางศุภมาส กล่าวอีกว่า ความฝันของลูกสาวหลังจากเรียนจบ ม.6 ในช่วงเมษายนปีหน้านี้ก็อยากเข้ามหาวิทยาลัย มศว.ประสานมิตร อยากเข้าคณะนิเทศศาสตร์ สาขาภาพยนตร์ น้องมีความใฝ่ฝันว่าอยากจะเป็นผู้กำกับหนัง ลูกสาวจะมีความสุขทุกครั้งที่ได้จับกล้องถ่ายหนัง ซึ่งตอนเด็ก ๆ ลูกสาวชอบดูภาพยนตร์กับคุณพ่อทำให้โตขึ้นเขาอยากเป็นผู้กำกับ เเต่ปีนี้น่าจะเป็นปีชงของลูกสาวเพราะลูกเกิดปีระกา ตนได้ไปไหว้ขอท่านท้าวหิรัญพนาสูร ที่โรงพยาบาลพระมงกุฏ และไปไหว้แก้ปีชงให้ลูกที่วัดเล่งเน่ยยี่ ที่เยาวราช เพื่อต่อชะตาต่ออายุให้ลูก

สุดท้ายตนอยากจะฝากทุกคน ๆ ให้เคสของลูกสาวตนได้เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนที่กินหมูกระทะบ่อย ๆ ขอให้แยกตะเกียบในการคีบเนื้อหมูดิบและเนื้อหมูสุก หรือหากใช้ตะเกียบเดียวกันหลังจากขี้อายเนื้อหมูดิบแล้วขอให้มีการจุ่มน้ำร้อนในกระทะเพื่อฆ่าเชื้อก่อนที่จะนำมาขี้อายเนื้อหมูสุกรับประทาน ตอนนี้สาเหตุมาจากหมูกระทะ ซึ่งเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ทำให้ชีวิตของลูกสาวตนพลิกผันไปอย่างสิ้นเชิง