หลวงพ่อโต้อวดอุตริแจงคลิปพระธาตุหยอดตาพิสูจน์แท้ ศิษย์ฉะอย่าลบหลู่ (คลิป)

หลวงพ่อโต้อวดอุตริแจงคลิปพระธาตุหยอดตาพิสูจน์แท้ ศิษย์ฉะอย่าลบหลู่ (คลิป)


จากกรณีที่มีผู้ใช้ติ๊กต็อก ”paupiaมาร่วมสนุกกับฉันบนติ๊กต๊อก“ พร้อมกับลงคลิปพระสงฆ์รูปหนึ่ง ซึ่งเป็นพระอาจารย์ และมีชายนอนอยู่ตรงหน้าพระสงฆ์รูปนี้ และได้ใช้เม็ดสีขาวคล้ายเม็ดหิน ซึ่งภายในคลิปกล่าวไว้ว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุ และพระสงฆ์ได้นำพระธาตุใส่ในดวงตาทิ้งไว้ประมาณ 3-4 วินาที และได้นำออกมาจากดวงตาของชายที่นอนอยู่

โดยเสียงคลิปยังระบุด้วยไว้ว่าถ้าหากเป็นพระธาตุแท้ หากนำเข้าไปในดวงตานั้น จะไม่มีการเบียดเบียนดวงตา และไม่มีการระคายเคืองตา และมีน้ำตาไหลออกมาแต่อย่างใด เชื่อว่าเป็นอภินิหารของพระธาตุ หลังจากที่คลิปนี้ลงไปก็ได้มีคำวิพากวิจารณ์ถึงการกระทำดังกล่าวจำนวนมาก และความเหมาะสมหรือไม่ และจะเป็นอันตรายกับดวงตาหรือไม่หากใช้ความรู้และเหตุผลมาประกอบ

ล่าสุด วันที่ 1 ม.ค.65 ทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี เดินทางมาที่วัดท่อใหญ่ (ใหญ่พรหมประทาน) หมู่ 9 ต.หนองอิรุณ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี พบกับพระครูวิมลธรรมาภิรักษ์ อาจารย์เกี๋ยง อายุ 69 ปี เจ้าอาวาสวัดท่อใหญ่


พระครูวิมลธรรมาภิรักษ์ เปิดเผยกับทีมข่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นในคลิปนั้น เป็นการทดสอบว่าพระธาตุดังกล่าวเป็นของพระอรหันต์จริงหรือไม่ ซึ่งในอดีตกาลหากพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จนบรรลุอรหันต์ เวลามรณภาพไปเเล้วเผากระดูกก็จะกลายเป็นพระธาตุ


ซึ่งคนยุคปัจจุบันก็ไม่มีใครเคยเห็น เกิดไม่ทันในยุคพระพุทธกาล ไม่มีใครรู้ว่าพระธาตุแท้หรือไม่ เพราะทุกวันนี้ก็มีพระธาตุไปทั่ว นี่จึงเป็นวิธีการพิสูจน์ เพราะพระธาตุแท้จะไม่เบียดเบียนดวงตา ส่วนพระธาตุของพระอรหันต์ก็หมดกิเลสแล้ว สาเหตุที่ใช้ดวงตา เพราะเป็นสิ่งที่อ่อนแอที่สุดในร่างกายมนุษย์ ตนซึ่งเป็นผู้ได้รับคำสอนมาก็นำมาบอกต่อเท่านั้น ตนเข้าใจว่าเหตุการณ์นี้อาจมีคนแคลงใจสงสัยว่า พิสูจน์ได้จริงหรือไม่ หรือเป็นพระธาตุจริงหรือไม่

ส่วนสาเหตุที่ต้องออกมาพิสูจน์ตอนนี้ เป็นเพราะบ้านเมืองบอบช้ำจากโรคระบาด เศรษฐกิจเสียหาย รัฐบาลล้มเหลวในการบริหาร บ้านเมืองเดือดร้อน จึงได้มีการอัญเชิญพุทธบารมีของพระบรมสารีริธาตุมาให้ประชาชนได้สรงน้ำ กราบไหว้ เอาน้ำไปพรมบ้านเรือน พรมศีรษะ ดื่มกินเพื่อเป็นสิริมงคล เพราะตอนนี้ไม่มีที่พึ่งไหนดีเท่าพระรัตนตรัยเเล้ว จึงเป็นที่มาของการพิสูจน์

โดยตามตำราจะมีการระบุรูปพรรณสัณฐานของพระธาตุไว้อย่างชัดเจน มีความเงางาม มีสีสัน ะรูปทรงที่เเตกต่างกันออกไป ส่วนวิธีพิสูจน์ก็มีมากกว่าเอามาใส่ในดวงตา อย่างเช่น เอาพระธาตุไปลอยน้ำ พระธาตุก็ลอย หรือ ลอยมาจับกลุ่มกันเป็นแพบนผิวน้ำ หรือ เอาทองคำเปลวไปสัมผัสที่พระธาตุ แต่ทองคำเปลวไม่ติดผิวพระธาตุก็มี

โดยส่วนตัวตนเองก็เคยนำพระธาตุมาใส่ไว้ในดวงตาเช่นกัน ได้ประจักษ์กับตาตัวเองแล้วว่าเป็นเรื่องจริง ชื่อว่าคำพูดของคนโบราณไม่โกหก ไม่ว่าคนที่เชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม เมื่อได้นำพระธาตุใส่เข้าในดวงตาก็ไม่มีอาการระคายเคือง ร้องไห้น้ำตาไหล หรือได้รับบาดเจ็บที่ดวงตาเลย ตนยืนยันว่าคลิปที่ออกไปนั้นเป็นคลิปจริง ไม่ได้มีการตัดต่อเเต่อย่างใด


ในยุคปัจจุบันนี้ มีคนเอาพระธาตุปลอมออกมาเเสดงกันเยอะ ตนจึงนำวิธีนี้มาพิสูจน์ให้ดู ไม่ได้มีเเต่เฉพาะพระธาตุของพระอรหันต์เท่านั้น เเต่มีพระบรมสารีริธาตุของพระพุทธองค์ด้วย ซึ่งเมื่อประชาชนเห็นแบบนี้ ก็จะได้บูชากราบไหว้ได้อย่างสนิทใจว่าเป็นพระธาตุเเท้เเน่นอน ส่วนที่มีกระเเสในโลกออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมนั้น ตนเองก็บอกไปตั้งเเต่ต้นคลิปแล้วว่าทำเพื่อให้ได้ดูกันว่าพระธาตุจริงจะไม่เบียดเบียนดวงตา แล้วยังจะสงสัยอะไรอีก หรือเป็นเพราะจ้องจับผิดใช่หรือไม่ หากสงสัยจะให้พิสูจน์ก็ได้ หรือหากตาเป็นอะไรขึ้นมา ตนเองก็ยินดีรับผิดชอบให้ตลอดชีวิต


นายเฉลิมพล ดีฉาย อายุ 57 ปี ลูกศิษย์วัด เปิดเผยว่า ตนเองก็เป็นหนึ่งในคนที่เคยพิสูจน์พระธาตุด้วยวิธีการเอามาใส่ในดวงตา โดยครั้งเเรกตนทำเมื่อเดือน พ.ย.65 ที่ผ่านมา ซึ่งการทำพิธีทุกครั้งจะต้องทำในพระอุโบสถ โดยตอนนั้นตนจะไม่ทราบมาก่อนว่า จะนำพระธาตุของพระอรหันต์องค์ไหนมาใส่ในดวงตา โดยจะใส่ทั้ง 2 ข้าง ซึ่งพระธาตุจะมีขนาดประมาณครึ่งเม็ดข้าวโพด เมื่อใส่เข้าไปเเล้ว ตนยอมรับว่าพอหลับตา ก็ยังมีความรู้สึกว่ามีอะไรกลิ้งในดวงตาอยู่ เเต่ไม่มีอาการเจ็บปวดเเต่อย่างใด ไม่ระคายเคือง ไม่มีน้ำตาไหลออกมา ไม่มีอุณหภูมิร้อนหรือเย็น ตนมาทราบภายหลังว่าที่ใส่ไปนั้นคือพระธาตุของพระโมคคัลลานะ และพระธาตุของหลวงพ่อคูณ ใส่ไปนานประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนจะนำออก ดวงตาของตนก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไรเลยเเม้เเต่น้อย

ส่วนครั้งที่ 2 คือช่วงเดือน ธ.ค.65 ซึ่งก็ทำแบบเดิม ตนเองจะไม่ทราบมาก่อนว่าจะเป็นพระธาตุของพระองค์ไหน ตอนนั้นก็ยังอธิษฐานของในใจว่าขอให้เป็นพระสารีบุตร ซึ่งเมื่อใส่พระธาตุขนาดครึ่งเม็ดข้าวโพดเข้าไปในดวงตาทั้ง 2 ข้าง ก็ยังไม่มีอาการอะไรผิดปกติ จนนานประมาณ 1 ชั่วโมงถึงเอาออก จนตนมาทราบภายหลังว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์

สาเหตุเหล่านี้ทำให้ตนเชื่อว่าพระธาตุนี้เป็นของจริง แต่จะทำเองส่ง ๆ ไม่ได้ จะต้องให้หลวงพ่อท่านทำให้เท่านั้น ส่วนวิธีการพิสูจน์อื่น ๆ นั้นตนเองยังไม่เคยเห็นเองกับตาจะต้องให้หลวงพ่อเจ้าอาวาสท่านเป็นคนทำพิธี เพราะท่านเคยศึกษาเรื่องพวกนี้มา ท่านเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ไม่ได้อวดอุตริ ไม่ได้มีข้อห้ามข้อไหนทำให้อาบัติ

ส่วนกระแสในโลกออนไลน์นั้นที่ตำหนิหลวงพ่อ ตนเองก็เห็นเเล้วก็ได้เเต่บอกกับหลวงพ่อว่าอย่าไปสนใจ เพราะเป็นการพิสูจน์เท่านั้น เป็นความเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งวันที่ตนทดสอบนั้นมีกันประมาณ 20-30 คนได้ มีทั้งหญิงเเละชาย ทุกคนมีอาการตรงกันคือทุกอย่างปกติ ไม่มีการระคายเคือง ต่อให้คนที่ไม่เชื่อลองทำก็รับรองได้ว่าไม่มีทางระคายเคืองดวงตาเเน่นอน


รองศาสตราจารย์วีรชัย พุทธวงศ์ หรืออาจารย์ อ๊อด อาจารย์และนักวิชาการสาขาเคมีอินทรีย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า จากกรณีที่เกิดขึ้นที่มีความเชื่อว่าการเอาพระธาตุไปใส่ไว้ในดวงตานั้น ถือว่าเป็นเรื่องอันตรายมาก ๆ ตนไม่แนะนำ เนื่องจากบริเวณดวงตา เป็นจุดที่มีเนื่อเยื่ออ่อนเกิดการอักเสบได้ง่าย

ซึ่งพระธาตุเกิดจากการเผาสรีระสังขาร จนเเคลเซียมหรือกระดูกถูกเผา จนกลายเป็นก้อนขนาดเล็กใหญ่ต่างกันไปเเละอาจมีความเเหลมคม จะทำให้เกิดการระคายเคืองได้ อีกเรื่องที่น่าห่วงคือเรื่องของความสะอาด อาจมีเชื้อโรคที่ทำให้เกิดการอักเสบได้ รวมถึงการปนเปื้อนของสารเคมี เพราะก่อนจะเก็บพระธาตุ จะต้องมีการใช้สารเคมีเคลือบหรือล้างพระธาตุ ซึ่งสารเคมีเหล่านี้หากเข้าดวงตา จะทำให้อันตรายอย่างมาก ดังนั้น การใช้ดวงตาพิสูจน์พระธาตุนั้นไม่ควรทำอย่างยิ่ง อยากให้ใช้วิจารณญาณก่อนจะสูญเสียดวงตาไป


ด้านนพ.สิทธา ลิขิตนุกูล หรือ หมอกอล์ฟ เจ้าของเพจคุณหมอสตอรี่ กล่าวว่า จากกรณีดังกล่าวต้องขอเตือน เพราะดวงตาเป็นอวัยวะที่อ่อนเเอเเละเปราะบาง เสี่ยงต่อการเเพ้เเละติดเชื้อได้ การจะใช้อะไรเข้าไปสัมผัสกับดวงตา จะต้องมั่นใจว่าสะอาดปลอดภัย เเต่เท่าที่เห็นบางอย่างเเละบางขั้นตอน อาจจะยังไม่มีการฆ่าเชื้อ รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ก็ไม่ถูกต้อง คนทำให้ก็ไม่ใช่เเพทย์เฉพาะทาง


เพราะฉะนั้นควรระวังอย่างมาก เพราะการพิสูจน์แบบนี้อาจทำให้สูญเสียดวงตา ดวงตาติดเชื้อ หรือตาบอดถาวรได้ เราไม่ควรใช้ดวงตาพิสูจน์ว่าอันไหนคือของจริงหรือของปลอม เพราะเสี่ยงมากเกินไป เเนะนำให้ดูแลดวงตาดี ๆ จะดีกว่า