สาวใหญ่หายสาบสูญเข้าลัทธิ “อนุตตรธรรม” ขนเงินไปกับสาวก ผัวร่ำไห้หวั่นโดนอุ้ม (คลิป)

สาวใหญ่หายสาบสูญเข้าลัทธิ “อนุตตรธรรม” ขนเงินไปกับสาวก ผัวร่ำไห้หวั่นโดนอุ้ม (คลิป)


วันที่ 10 ธ.ค. 65 มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งร้องขอความช่วยเหลือมายังอมรินทร์ ทีวี บอกว่าแม่ตัวเองไปคลั่งลัทธิประหลาด ลัทธิหนึ่ง ที่มาเปิดสำนักในพื้นที่ ต.หนองไฮ่ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ คล้ายกับ “ลัทธิอนุตตรธรรม” จากประเทศจีน ที่เคยเป็นข่าวในโรงเรียนแห่งหนึ่ง จ.อุบลราชธานี เมื่อเร็ว ๆ นี้


แต่ครั้งนี้แม่ของตนกลับโดนคนในลัทธิหลอกเอาเงินไปกว่า 3 แสนบาท ทั้งเงิน แม่เอง เงินพ่อ เงินยาย และยังเอาโฉนดที่ดินไปจำนองเพื่อเอาเงินมาให้กลุ่มลัทธินี้อีก ที่หนักไปกว่านั้นคือตอนนี้แม่ของตนหายตัวไปจากบ้านตั้งแต่วันที่ 4 ธ.ค. 65 คาดว่าไปกับบุคคลในลัทธิทิ้งไว้แต่หนี้ให้ครอบครัวได้ดูต่างหน้า


ทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี เดินทางไปพูดคุยกับ “นายสุริยา เทพจั้ง” อายุ 32 ปี ผู้ร้องเรียน เจ้าตัวเล่าให้ฟังว่าเมื่อประมาณต้นปี 63 แม่ของตนคือ “นางโสภา เทพจั้ง” อายุ 52 ปี ซึ่งประกอบอาชีพขายล็อตเตอรี่มาได้ 6 เดือน มีอยู่วันหนึ่งก็ทราบว่าในหมู่บ้านชาติ หมู่ 7 ต.หนองไฮ่ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ มีการเปิดสำนักปฎิบัติธรรมและมีคนมารวมตัวกันเยอะ แม่ก็เลยเดินทางไปตั้งแผงขายล็อตเตอรี่ที่นั่น


จากนั้นแม่ก็ถูกชักชวนให้ลองเข้าไปร่วมนั่งฟังธรรมะกับคนอื่น ๆ ที่มาร่วมลัทธิ คาดว่าพอฟังไปฟังมาแล้วเกิดศรัทธา เพราะเดิมทีแม่จะเป็นคนเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเป็นคนหัวอ่อนอยู่แล้ว โดยเท่าที่ตนถามแม่ว่าทำไมถึงเชื่อและเข้าร่วมลัทธิ แม่บอกว่าหากร่วมพิธีไปเรื่อย ๆ จะได้ขึ้นสวรรค์ เจอภัยพิบัติอะไรก็จะรอดพ้น เพราะลัทธินี้เป็นการรวมกันระหว่างบารมีของพระพุทธเจ้าและเจ้าแม่กวนอิม เป็นลัทธิใหม่ผู้ที่นับถือจะไม่กินเนื้อสัตว์ ต้องกินเจ ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และสุดท้ายหากบรรลุก็จะได้อยู่ 3 ร่มโพธิ์ศรี ซึ่งตามความเชื่อของพระพุทธศาสนาบอกไว้ว่า 3 ร่มโพธิ์ศรี คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ผู้ที่สามารถอยู่ใน 3 ร่มนี้ได้ก็คือผู้ที่ปฏิบัติธรรมและอยู่ในศีลธรรม หมั่นทำทาน ศีล ภาวนา แล้วจะพ้นภัยพิบัติ


รวมถึงแม่ยังเคยพูดถึงคำว่า “อนุตตรธรรม” ด้วย แต่ตอนนั้นตนก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะไม่รู้จักและเห็นว่าไม่ได้เดือดร้อนมากมายและเห็นว่าทำพิธีแค่เดือนละครั้งสองครั้งตามที่เขาจะนัดกันจึงปล่อยให้แม่ทำไป ต่อมากลางปี 63 จู่ ๆ แม่ก็เลิกขายล็อตเตอรี่ โดยบอกว่าขายแล้วไม่ได้กำไรทุนจม ตนก็เลยเริ่มเอะใจว่าทำไมถึงไม่มีเงินเก็บ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้มันก็พอจะมีอยู่บ้าง บวกกับแม่ไปที่สำนักนั้นบ่อยขึ้นไปแทบทุกวัน แต่แม่ก็ยังไม่ยอมบอกความจริง


แล้วแม่ก็มาบังคับให้ตน ภรรยา อายุ 36 ปี ลูกสาวอายุ 2 ขวบ และน้องชาย อายุ 25 ปี ไปเข้าร่วมลัทธิกับแม่ที่สำนักปฎิบัติธรรมดังกล่าว บอกกับตนประมาณว่า “ถ้าแม่หาคนไปร่วมลัทธิได้เยอะ ๆ ก็จะได้รับการเลื่อนชั้นจาก “ลูกศิษย์” เป็น “เทพ” ตนก็ยังงง ๆ กับสิ่งที่แม่พูด ตอนแรกก็ปฎิเสธแต่ก็ยอมไปเพราะตลอด 1 เดือน แม่คะยั้นคะยอหนักมาก ทั้งแสดงท่าทีไม่พอใจไม่คุยด้วยเหมือนงอน

พอพวกตนไปถึงปรากฎว่า เป็นสำนักปฎิบัติธรรมภายในบ้าน มีแท่นบูชา ประกอบด้วยรูปปั้นพระพุทธรูปและภาพเจ้าแม่กวนอิมขนาดใหญ่ มีชุดน้ำชา มีกระถางต้นไม้ กระถางธูปเทียนแบบจีนวางอยู่ โดยทางสำนักก็ให้พวกตนเปลี่ยนเป็นชุดขาวที่ทางสำนักเตรียมไว้ พอเปลี่ยนเสร็จก็ให้นั่งคุกเข่าเอา 2 มือมากำประกับกันที่หน้าอกคล้ายกับท่าไหว้เจ้าของคนจีน จากนั้นก็ให้พวกตนท่องบทสวดภาษาแปลก ๆ ตามคนในลัทธิ อ้างว่าเป็นภาษาเฉพาะลัทธิ เจ้าตัวบอกว่าภาษาที่ท่องเป็นภาษาที่ไม่คุ้นเคยจำได้แค่คำว่า “จั้วหลาน จั้วอี้”

เมื่อท่องจบคนในลัทธิก็เอาสมุดมาให้พวกตนเขียนชื่อ-สกุล อายุ วันเดือนปีเกิดลงไป โดยอ้างว่าจะนำรายชื่อในสมุดเล่มนี้ไปทำพิธี “ทูลเบื้องบน” แล้วเบื้องบนจะทำการถอนชื่อบุคคลในสมุดออกจากขุมนรก และยังบอกกับพวกตนอีกว่า “สวรรค์อยู่เหนือหัวเราแค่ 1 ศอก” พร้อมกับพูดโน้มน้าวเรื่อง 3 ร่มโพธิ์ศรีไปเรื่อย ๆ โดยคนตรงนั้นเรียกพิธีเหล่านี้ว่า “รับธรรมะ” จนสุดท้ายเรียกเก็บเงินคนละ 100 บาท

แต่ด้วยความที่พวกตนไม่เชื่อในสิ่งเหล่านั้น เดือนต่อ ๆ มาก็เลยไม่ได้เข้าไปร่วมอีก แม่จึงเอาเงินส่วนตัวไปจ้างชาวบ้านและญาติคนอื่น ๆ คนละ 200-300 บาท เพื่อให้เข้าร่วมพิธีเดือนละครั้ง ครั้งละประมาณ 4-5 คน เมื่อไปรวมกับคนที่ลูกศิษย์คนอื่น ๆ ชวนมาด้วย แต่ละครั้งก็จะมีผู้ร่วมพิธีประมาณ 10-15 คน ทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่า ถ้าใครที่มาใหม่แล้วเกิดความเชื่อก็จะถูกปลูกฝังให้เชิญคนอื่นมาร่วมพิธีในเดือนถัดไปเพื่อจะได้เปลี่ยนจาก “ลูกศิษย์ธรรมดา” เป็น “ผู้ช่วยอาจารย์” ต่อด้วยเป็น “อาจารย์” และสุดท้ายได้เป็น “เทพ” จนถึงตอนนั้นตนจึงเริ่มรู้ว่าที่แม่เลิกขายล็อตเตอรี่แล้วอ้างว่าไม่ได้กำไรแท้จริงแล้วคือเอาเงินมาจ้างคนให้ไปร่วมพิธี แถมยังทราบอีกว่าแม่เอาเงินเก็บหลักหมื่นไปซื้อของไหว้ ซื้อโต๊ะ ให้กับสำนักปฎิบัติธรรมดังกล่าวจนหมดตัว

หนักกว่านั้นตั้งแต่ช่วงเดือน เม.ย. 65 แม่ก็เริ่มซื้อแท่นบูชา รูปเจ้าแม่กวนอิมและรูปปั้นพระพุทธรูปปางรำพึงมาไว้ที่บ้าน แล้วบอกกับครอบครัวว่าแม่สามารถเป็นผู้นำพิธีได้เพราะแม่บรรลุเป็น “เทพ” แล้ว จึงตั้งใจจะเปิดสำนักปฎิบัติธรรม “รับธรรมะ” ที่บ้าน ซึ่งหลังจากนั้นตนก็ทราบว่าทุก ๆ เดือนจะมีคนมาเข้าพิธีเหมือนกับที่แม่เคยไปเข้าที่หมู่บ้านชาติ ช่วงแรก ๆ และแม่ก็ไม่ค่อยได้กลับไปสำนักที่หมู่บ้านชาติอีกเพราะมีสำนักเป็นของตัวเอง


ที่สำคัญเมื่อประมาณปี 61 ยายได้ทำการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน 2 กว่าไร่ให้กับแม่ แม่กับพ่อก็เลยเอาโฉนดที่ดินไปยื่นกู้เงินกับธนาคาร จำนวน 3 แสนบาท เพื่อจะนำมาเปิดทำธุรกิจซื้อ-ขายวัว แต่ธุรกิจไปไม่รอดจึงมีความคิดจะขายที่ดินผืนนี้ ซึ่งธนาคารประเมินไว้ในราคาประมาณ 2-3 แสนบาท เพื่อนำเงินมาใช้หนี้ธนาคารทั้งหมด ซึ่งระหว่างที่ยังไม่มีใครมาติดต่อซื้อช่วงต้นปี 65 แม่ก็ไปทำการกู้เงินจากธนาคารเพิ่มอีก 2 แสนบาท โดยไม่บอกใครเนื่องจากจำนวนที่ดินในโฉนดยังสามารถกู้เพิ่มได้และชื่อบนโฉนดก็เป็นชื่อของแม่

ซึ่งตนกับพ่อมาทราบจากแม่หลังจากแม่กู้เพิ่มไปแล้วว่าแม่ไปเล่าให้คนในสำนักฟังว่าต้องการจะขายที่ดิน แล้วมีคนในลัทธิรายหนึ่งชื่อ “นางติ๊ก” (นามสมมติ) มาบอกกับแม่ว่ามีนายทุนชาวเวียดนามในไทยสนใจติดต่อซื้อในราคา 2 ล้าน แต่ด้วยความที่เขาเป็นชาวเวียดนามไม่มีเงินในบัญชีธนาคารของประเทศไทย จึงจำเป็นต้องมีค่าทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ เพื่อจะได้เอาเงินจากเวียดนามมาให้แม่ และแม่ต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้เอง ด้วยการโอนเงินให้นายทุนชาวเวียดนามไปทำธุรกรรมดังกล่าวให้ ครั้งละ 3-4 หมื่นบาท ซึ่งแน่นอนว่าแม่ก็หลงเชื่อจึงไปขอกู้ธนาครมา 2 แสนบาท โดยไม่บอกใครนั่นเอง แต่พอแม่โอนเงินไปให้เรื่อย ๆ จนกระทั่งเมื่อเดือน พ.ย. 65 ก็หมดเงิน 2 แสนบาท

ซึ่งตอนนั้น แม่ก็บอกกับครอบครัวว่าชาวเวียดนามคนนี้จะซื้อจริง ๆ แต่ต้องใช้เวลา ตนก็คิดว่าการโอนเงินทำธุรกรรมดังกล่าวจะจบแล้วแต่มันก็ดันไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะเช้าของวันที่ 4 ธ.ค. 65 พ่อเข้าไปเช็กเงินเก็บที่อยู่ในกระเป๋าภายในห้องนอน ซึ่งปกติพ่อจะเช็กทุก ๆ ต้นเดือนว่าอยู่ครบไหมปรากฎว่าเงินสดหายไป 4 หมื่นบาท ตอนนั้นก็มั่นใจว่าแม่ต้องเอาไปแน่นอน เพราะแม่หายออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้าพร้อมกับรถจักยานยนต์ จึงโทรไปถามแม่ก็บอกว่าเอาไปจริงและโอนให้นายทุนชาวเวียดนามหมดแล้ว หลังจากนั้นแม่ก็ติดต่อไม่ได้และไม่กลับมาบ้านอีกเลย

ขณะเดียวกันยายหรือแม่ของแม่ที่อยู่บ้านใกล้ ๆ กัน ก็เอะใจจึงลองไปเช็กเงินเก็บในลิ้นชักที่มีอยู่ 2 หมื่นบาท ปรากฎว่าหายเกลี้ยงเหมือนกัน เท่านั้นยังไม่พอเงินในบัญชีของยายที่มีอยู่ 7 หมื่นบาทก็หายเกลี้ยงบัญชี เนื่องจากปกติแล้วยายจะมอบอำนาจให้แม่เป็นคนทำธุรกรรมทางการเงินให้ตลอดจึงสามารถถอนเงินไปได้ และยังไม่หมดพบว่าโฉนดที่ดินอีกฉบับที่ยายโอนกรรมสิทธิ์ให้แม่ จำนวน 100 ตารางวาก็หายไปด้วย ซึ่งมาทราบภายหลังว่าแม่เอาไปจำนองกับชาวบ้านได้เงินมา 7 หมื่นบาท ตั้งแต่ต้นเดือน ก.พ. 65 เพื่อเอาเงินโอนให้กับนายทุนชาวเวียดนาม


หลังจากเกิดเรื่องขึ้นและแม่หายตัวไป ตนก็พยายามสอบถามคนที่เคยร่วมพิธีกับแม่ว่าสามารถติดต่อแม่หรือติดต่อนายทุนชาวเวียดนามได้บ้างไหม ทุกคนก็บอกว่าไม่สามารถติดต่อได้เหมือนกัน เมื่อเช้าของวันนี้พ่อก็เลยไปแจ้งความคนหายไว้ที่ สภ.หนองไฮ จ.ศรีสะเกษ ส่วนเรื่องเงินที่โอนไปให้คนที่อ้างว่าเป็นนายทุนชาวเวียดนามนั้น ตนกับพ่อยังไม่มีหลักฐานที่จะสามารถระบุตัวตนผู้ที่เกี่ยวข้องได้ เนื่องจากทุกครั้งที่แม่ทำอะไรแม่จะไม่เคยบอกใครเลย


ตนกับครอบครัวจึงหวั่นว่า แม่จะโดนหลอกและกลัวจะได้รับอันตราย เพราะไม่มีใครสามารถติดต่อแม่ได้เลย ทั้งนี้ตนก็มาทราบว่า “นางติ๊ก” ก็หายออกไปจากหมู่บ้านตั้งแต่เดือน พ.ค. 65 แล้ว รู้ว่าไป กทม. แต่ไม่รู้พิกัด ครอบครัวของเขาก็ไม่สามารถติดต่อได้ จึงไม่รู้จะหันไปทางไหนแล้ว


ส่วนตัวยอมรับด้วยอาการน้ำตาคลอว่า เครียดมาก โดยเฉพาะพ่อตั้งแต่แม่หายตัวไปก็นอนไม่หลับสักคืน ร้องไห้ทั้งวันจนเหมือนจะเป็นผู้ป่วยซึมเศร้าเพราะตอนนี้พ่อไม่เหลืออะไรแล้ว สงสารพ่อแม่และตนก็เชื่อแม่ถูกล้างสมอง จึงอยากจะบอกกับแม่ว่า “ผมไม่ได้โกรธแม่ แม่จะไปไหนก็ปล่อยอิสระ แต่อยากให้แม่กลับมาเคลียร์ปัญหา มารับผิดชอบและอยากให้โอนชื่อในโฉนดที่ดินกลับเป็นชื่อยาย เวลาจะทำอะไรจะได้ง่ายขึ้น”


ด้าน “นายรัตนา เทพจั้ง” อายุ 56 ปี สามีของ “นางโสภา” ทันทีที่เห็นทีมข่าว เจ้าตัวถึงกับร้องไห้ออกมา เนื่องจากที่ผ่านมาตั้งแต่ภรรยาหายตัวไป ยอมรับว่าเครียดมากเพราะทิ้งหนี้ไว้เป็นภาระของครอบหลายแสน อยากให้กลับมาเคลียร์ปัญหาตนพร้อมจะให้อภัยและเอาที่นาไปขายเพื่อใช้หนี้ด้วยกัน

ส่วนเรื่องที่โดนนายทุนเวียดนามหลอกนั้น เจ้าตัวแรกเริ่มเดิมทีภรรยารูัจักกับ “นางติ๊ก” เนื่องจากอยู่หมู่บ้านเดียวกันและทั้งคู่เคยไปปฎิบัติธรรมในลัทธิประหลาดด้วยกัน ต่อมา “นางติ๊ก” ได้เดินทางไป กทม. ตั้งแต่ช่วง พ.ค. 65 แล้วก็มีการโทรศัพท์มาหาภรรยา เพื่อประสานให้รูัจักกับนายทุนเวียดนาม บอกว่าเขาอยากจะซื้อที่ดินไว้สร้างบ้านในไทยและจะให้ราคา 2 ล้านบาท

ตอนนั้นภรรยาก็มาปรึกษาตนแล้วว่าขายดีมั้ย ซึ่งเจ้าตัวมองว่าราคา 2 ล้านบาทกับที่นาแค่ 2 ไร่ มันเป็นไปไม่ได้ เพราะทางธนาคารประเมินให้แค่ 2-3 แสนบาทเท่านั้น ดังนั้นจึงมั่นใจตั้งแต่แรกว่าเป็นแก๊งมิจฉาชีพแน่นอน และยังบอกภรรยาแล้วด้วยว่า “ถ้าเขาบอกให้โอนเงินอย่าโอนและอย่าไปกูนี่ยืมสินมาทำอะไรทั้งนั้น” แต่ภรรยาก็ไม่เชื่อ ตนมารู้ภายหลังว่าภรรยามีการคุยโทรศัพท์กับนายทุนชาวเวียดนามคนนี้มาโดยตลอด

มีอยู่ครั้งหนึ่งช่วงประมาณ 4-5 ทุ่ม ชาวเวียดนามโทรมาที่โทรศัพท์ของภรรยา แล้วตนก็รับสายพร้อมกับถามว่า “โทรมาทำไมดึกดื่น” นายทุนคนนี้ก็บอกว่า “แค่อยากคุยกับน้องโสภาเฉย ๆ” ตนจึงวางสายไป ซึ่งจากที่ตนประเมินจากเสียงแล้ว เป็นเสียงคล้ายผู้หญิงห้าว ๆ เหมือนคนไทยที่แกล้งพูดไม่ชัด ก็เลยถามภรรยาว่านายทุนชาวเวียดนามคนนี้เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ภรรยาก็บอกว่าเป็นทอม และไม่เคยเห็นหน้าด้วย

หลังจากนั้นเมื่อประมาณต้นเดือน พ.ย. 65 ภรรยาเคยขับจักยานยนต์ไป จ.มุกดาหาร ตอนเช้าแล้วกลับมาตอนค่ำ ตนก็ถามว่าไปไหนมา ภรรยาบอกว่านายทุนชาวเวียดนามรายนี้จะบินมาไทยและลงที่ จ.มุกดาหาร เพื่อให้ไปเจรจาเรื่องซื้อขายที่ดินกัน แต่พอไปแล้วปรากฏว่าไม่เจอ เนื่องจากนายทุนชาวเวียดนามบอกกับภรรยาว่าเปลี่ยนเส้นทาง ไปลงเครื่องที่ จ.อุบลราชธานี แทน

ดังนั้นตนมองว่าการที่ภรรยาจะเดินทางไป กทม. ด้วยการขับรถจักรยานยนต์นั้นเป็นไปได้แน่นอน เพราะนิสัยของภรรยาเป็นคนมุทะลุดุดัน เจ็บแล้วไม่จำ หัวอ่อน ใครพูดดีด้วยหน่อยจะชอบมาก บ้ายอ แต่ไม่มีรสนิยมรักเพศเดียวกัน ทั้งนี้ถ้าถามว่าส่วนตัวรู้เบอร์โทรศัพท์ ชื่อ ที่อยู่ของบุคคลที่อ้างว่าเป็นนายทุนชาวเวียดนามบ้างไหม เจ้าตัวยอมรับแล้วว่าไม่มีข้อมูลอะไรเลย เนื่องจากที่ผ่านมาเวลาภรรยาคุยโทรศัพท์กับบุคคลคนนี้ เขาจะแอบคุยและปิดบังไม่ให้ตนรู้เห็นมาโดยตลอด
ดังนั้นการหายตัวไปของภรรยาและเงินทั้งหมดที่โอนไปนั้น เจ้าตัวมองว่าไม่น่าจะเกี่ยวกับสถานปฎิบัติธรรมลัทธิประหลาด เพราะวันนี้ตอนเที่ยงอาจารย์ของภรรยามาที่บ้านตน เพื่อยืนยันว่าไม่สามารถติดต่อภรรยาตนได้และบอกว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นทางสถานปฎิบัติธรรมไม่เกี่ยวข้อง

บวกกับตนมองว่าเรื่องราวทั้งหมดน่าจะเกิดจากนางติ๊ก เพียงแค่ภรรยาไปรู้จักกับนางติ๊กที่สถานปฎิบัติธรรมเท่านั้น แล้วเรื่องราวหลังจากนั้น นางติ๊กเป็นคนก่อขึ้นมาเองทั้งหมด ทั้งเรื่องนายทุนเวียดนาม ที่ตนคาดว่าคงไม่มีอยู่จริง และเงินที่ภรรยาตนโอนออกไปนั้น ก็คาดว่าคงโอนให้บุคคลที่อ้างว่าเป็นนายทุนชาวเวียดนามอย่างเดียว ส่วนที่บอกว่าก่อนหน้านี้เอาเงินไปซื้อของไหว้ ซื้อแท่นบูชาอะไรให้กับสถานปฎิบัติธรรมนั้น ถือเป็นการทำบุญมากกว่า

หลังจากนั้น “นายรัตนา” ก็พาทีมข่าวไปดูสำนักปฏิบัติธรรมของภรรยา ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านของแม่เขา เป็นลักษณะบ้านไม้ ใต้ถุนสูง กลางบ้านจะมีแท่นพิธีทรงจีน มีรูปถ่ายเจ้าแม่กวนอิมขนาดใหญ่และมีพระพุทธรูปปางรำพึงวางอยู่

ทั้งนี้ยังพบเอกสารบทสวดภาษาจีนหลายฉบับ อาทิ “คัมภีร์สัจจคากาเมตเตยะ บทสวดสำนึกขอขมากรรมกวนเซิ่งตี้จวิน” รวมถึงคำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับเจ้าแม่กวนอิม และอุปกรณ์ทำพิธีตามความเชื่อ

ขณะเดียวกัน “นางบุญเติม มณี” อายุ 56 ปี อาจารย์ที่มีการถ่ายทอด “ลัทธิอนุตตรธรรม” ให้ “นางโสภา” เจ้าตัวยอมรับว่าเป็นอาจารย์ของเขาจริง ๆ และรู้จัก “นางติ๊ก” ด้วย เพราะทั้งคู่เป็นญาติธรรมและเป็นลูกศิษย์ของตน แต่เรื่องที้ทั้งคู่หายไป รวมถึงเรื่องนายทุนชาวเวียดนามนั้น ตนยืนยันว่าไม่มีส่วนรู้เห็นเลยแม้แต่น้อย เพราะปัจจุบันตนก็ไม่สามารถติดต่อ “นางโสภา” ได้ ส่วนกับ “นางติ๊ก” ตนไม่มีช่องทางติดต่อ

พร้อมกับเล่าให้ฟังว่า ตนเป็นคนแรกที่ชักชวนให้ “นางโสภา” เข้าลัทธินี้ เพราะในความเชื่อของตน ซึ่งเรียนรู้ “ลัทธิอนุตตรธรรม” มาจากอาจารย์อาวุโสที่รับมาจากอาจารย์ชาวจีนอีกที โดยตนเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่ปี 42 จึงมองว่านี่เป็นหลักธรรมะชั้นดี ศึกษาแล้วเข้าใจถึงสัจธรรม ก็เลยออกมาเปิดสำนักตัวเองในปี 45 เพื่ออยากถ่ายทอดไปยังผู้อื่นด้วย ผู้อื่นจะได้นำไปถ่ายทอดสืบต่อไป

ในความเชื่อของตน “ลัทธิอนุตตรธรรม” คือศูนย์กลางและจุดเริ่มต้นของทุกศาสนา และพระศาสดาทุกพระองค์ของทุกศาสนาต่างก็ล้วนสำเร็จจากจุดนี้ ซึ่งหลักคำสอนของลัทธินี้จะสอนให้เข้าใจตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์ เพราะเดิมทีแล้วจิตของมนุษย์เป็นจิตที่สะอาดบริสุทธิ์ เพียงแค่เมื่อลงมาเกิดบนโลกมนุษย์ จิตของเราก็เกิดการยึดมั่นถือมั่น มีความโลภ โกรธ หลง ก็เลยกลายเป็นจิตที่ไม่สะอาด จิตที่ตกต่ำ ดังนั้นหลักคำสอนของลัทธินี้ คือการขจัดสิ่งไม่ดีออกจากจิต เปลี่ยนจากสิ่งที่ไม่ดี เป็นสิ่งดีได้ พูดง่าย ๆ คือลัทธินี้เปรียบเหมือนศูนย์กลางของโลกก็ว่าได้

ทั้งนี้เมื่อถามว่าทำไมจะต้องมีรูปปั้นหรือรูปถ่ายเจ้าแม่กวนอิม เจ้าตัวบอกว่าเจ้าแม่กวนอิมเปรียบเสมือนฆราวาสที่สามารถสำเร็จธรรมได้ แม้จะไม่ได้เป็นพระสงฆ์ก็ตาม ดังนั้นการสำเร็จทำไม่ได้ขึ้นอยู่กับเครื่องนุ่งห่ม ทุกคนบนโลกใบนี้สามารถสำเร็จเป็น “พุทธะ” ได้ เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับใจ


ส่วนการให้เขียนชื่อลงในสมุดแล้วทูลเบื้องบนเพื่อให้ถอดชื่อออกจากขุมนรกนั้น ตนยอมรับว่าเป็นเรื่องจริงและเป็นกฎของทางเบื้องบนที่ลัทธินี้ทำกันมาตลอด กล่าวคือเป็นการถวายชื่อให้กับเบื้องบน เหมือนเป็นกุศโลบายความเชื่อว่าชื่อนี้จะอยู่ในความดูแลของเบื้องบน ต่อไปจะต้องประพฤติดี ต้องปฎิบัติธรรมตามคำสอนของลัทธิ แล้วจะพันขุมนรก คล้ายกับความเชื่อของชาวพุทธที่ให้ลูกชายบวช แล้วพ่อแม่จะได้เกาะผ้าเหลืองขึ้นสู่สวรรค์

และเงิน 100 บาท ที่รับมาจากผู้ปฏิบัตินั้นก็ไม่ได้เอาเข้าตัว แต่จะนำเงินนี้ไปซื้อหนังสือปฏิบัติธรรมมาให้กับผู้ปฏิบัติ หลังจากนั้นก็จะรายชื่อนั้นไปเผา แล้วถ้าถามว่ารายได้ของสำนักมาจากไหนเจ้าตัวบอกว่าเป็นจิตศรัทธาของลูกศิษย์ที่ช่วยกันหามา อาทิทำกับข้าวขาย ทำของขาย แล้วเอาเงินไปสร้างสถานธรรม ยืนยันว่าไม่ใช่ธุรกิจไม่มีการหลอกลวงอะไรทั้งนั้นและไม่ได้บังคับด้วย เพราะทุกอย่างเป็นสัจธรรมขึ้นอยู่กับจิตใจของแต่ละคนว่าจะเปลี่ยนได้ไหม